1. สภาพอากาศ
สภาพอากาศที่อุณหภูมิร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไปจะทำให้อายุของแบตเตอรี่สั้นลง ดังนั้น หารถอยู่บริเวณสภาพอากาศดังกล่าว ก็อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์บ่อยกว่าปกติ
2. ลักษณะการใช้งานรถยนต์
ทั้งระยะทางการขับขี่ในชีวิตประจำวันและความถี่ในการใช้รถย่อมส่งผลต่ออายุแบตเตอรี่รถยนต์ ยกตัวอย่างเช่น รถที่วิ่งในระยะทางสั้นๆ แต่ละวันจะมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นกว่ารถที่วิ่งระยะทางไกลๆ เนื่องจากระยะทางวิ่งไม่มากเพียงพอที่จะสามารถชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ในระหว่างการขับขี่ได้
ยิ่งถ้าเป็นรถที่ถูกจอดทิ้งไว้ในที่จอดรถเป็นระยะเวลานาน อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ก็ยิ่งสั้นลงตามระยะเวลาที่เจ้าของจอดรถทิ้งไว้โดยไม่มีการใช้งาน หรือคอยดูแลสตาร์ทเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอด้วย
3. การชาร์จอุปกรณ์ไฟฟ้าบนรถ
อย่างที่ทราบกันดีว่า แบตเตอรี่รถยนต์มีหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนระบบการทำงานของบางชิ้นส่วนภายในรถที่มีความจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงาน เช่น ระบบไฟต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น การชาร์จอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า เช่น กล้องติดรถยนต์, โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ บนรถยนต์ทำให้กระแสไฟฟ้าถูกแบ่งไปยังอุปกรณ์เหล่านี้ และแบตเตอรี่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้กระแสไฟฟ้าเพียงพอสำหรับระบบภายในรถทั้งหมด
ยิ่งถ้ามีการใช้งานโทรศัพท์มือถือระหว่างที่กำลังชาร์จอยู่บนรถ โทรศัพท์มือถือก็จะยิ่งดึงกระแสไฟฟ้าจากรถยนต์มาใช้เป็นจำนวนมากขึ้น ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์อายุสั้นลงและเสื่อมเร็วขึ้นนั่นเอง
4. ประเภทของแบตเตอรี่
โดยปกติแล้ว แบตเตอรี่รถยนต์จะแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แบตเตอรี่แบบเปียก, แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง และแบตเตอรี่แบบแห้ง โดยแบตเตอรี่แบบเปียกต้องอาศัยการเติมน้ำกลั่นอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และมีอายุการใช้งาน 1-2 ปี ขณะที่ แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งก็อาศัยการเติมน้ำกลั่นเช่นเดียวกัน โดยจะต้องเติมน้ำกลั่นอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และจะมีอายุการใช้งานใกล้เคียงกับแบบเปียกคือ ประมาณ 1-2 ปี สูงสุดไม่เกิน 3 ปี
สำหรับแบตเตอรี่แบบแห้งจะเป็นแบตเตอรี่แบบไม่จำเป็นต้องเติมน้ำกลั่นจะมีอายุการใช้งานประมาณ 5-10 ปี จึงได้รับความนิยมมากเพราะ สะดวกสบาย ดูแลง่าย และมีอายุการใช้งานที่นานกว่าประเภทอื่นๆ แต่ราคาก็จะค่อนข้างสูงกว่าแบตเตอรี่ประเภทอื่นๆ เช่นกัน
ควร เปลี่ยนแบตรถยนต์ เมื่อไหร่
ถึงแม้ว่า แบตเตอรี่รถยนต์ที่ได้รับการดูแลอย่างดีจะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 5 ปีดังที่กล่าวมาแล้ว แต่การใช้งานแบตเตอรี่ย่อมมีปัจจัยที่ทำให้ แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม เร็วขึ้นตามรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันไป จึงไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า แบตเตอรี่รถยนต์ทุกคันจะสามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 5 ปี
ดังนั้น คำแนะนำว่า ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์เมื่อไหร่ ากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมคือ ควรเปลี่ยนทุกๆ 18 เดือน เพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และป้องกันแบตเตอรี่เสื่อมกลางคันนั่นเอง
